top of page
ค้นหา

Synthetic Happiness ⏤ "Rat Park"

ความสุข สังเคราะห์

(บทความจากหนังสือ Highland ฉบับเดือน มกราคม 2016 issue01 (หน้าที่ 38-41))


มนุษย์ทุกคนล้วนต้องการแสวงหาความสุขและความพึงพอใจในการดำรงชีวิต แต่วิถีแห่งการได้มาซึ่งความสุขของแต่ละบุคคลนั้นแตกต่างกันออกไป และหาใช่ทุกคนไม่ที่จะค้นพบหรือได้รับมัน ยาเสพติดจึงเป็นความสุขแบบเร่งด่วนที่ใช้เติมเต็มสุขภาวะที่ขาดหายไปในบางบุคคล


เป็นเวลาเกือบศตวรรตที่โลกจับกุมผู้เสพยาเสพติด ใช้การลงโทษที่รุนแรง และสร้างความเจ็บปวดต่างๆให้ ด้วยความเชื่อที่ว่า การลงโทษด้วยความรุนแรงเหล่านั้นจะยับยั้งไม่ให้เกิดการกระทำผิดได้


สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราเพิ่มความรุนแรงในการลงโทษมากชึ้นเรื่อยๆ จนหลายประเทศการเสพยาเสพติดหรือมียาเสพติดไว้ในครอบครองก็มีบทลงโทษที่รุนแรงกว่าการฆ่าคนตายเสียด้วยซ้ำ


แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นสิ่งตรงกันข้าม จำนวนผู้ติดยาเสพติดเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ไม่ต่างกับจำนวนผู้ต้องขังที่มากเกินความสามารถของเรือนจำจะรองรับได้ แถมยังก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมที่แก้ไม่รู้จบ ซึ่งนั่นหมายความว่าต้องมีอะไรที่ผิดพลาดความเชื่อที่เรามีเกี่ยวกับการติดยาเสพติด เริ่มมาจากการทดลองในช่วงปี ค.ศ. 1950-1960 โดนการทดลองต่างๆเช่นการใส่ผ้าผสมน้ำยาเสพติด และน้ำเปล่า ไว้ในกรงหนูทดลอง ผลปรากฎว่าหนู่เกือบ 100% เลือกที่จะกินน้ำผสมเฮโลอีนจนติดอย่างหนัก แสดงอาการก้าวร้าวรุนแรง และตายลงด้วยการใช้ยาเกินขนาด่


งานวิจัยเหล่าน้ีสรุปว่ายาเสพติดนั้นอันตรายเป็นอย่างมาก ถ้ามันถูกนำไปใช้ในสังคมมนุษย์ มนุษย์อาจมีชะตากรรมไม่ต่างจากหนูทดลอง ผู้คนจะติดยากันงอมแงม สังคมจะต้องพังพินาศ ข้อสรุปเหล่านี้ถูกนำไปเป็นพื้นฐานของ การออกกฎหมายที่มีบทลงโทษรุนแรง สงครามยาเสพติด การบังคับบำบัดยาเสพติดและเป็นพื้นฐานความเชื่อของสังคมเกี่ยวกับยาเสพติดมาอย่างยาวนานอีกด้วย แต่ในช่วงปี ค.ศ.1970 ศาสตรจารย์ด้านจิตรวิทยา Bruce Alexander จากมหาวิทยาลัย Simon Fraser ประเทศแคนนาดา เกิดสงสัยว่างายวิจัยยาเสพติดในหนูน่าจะมีบางอย่างที่ผิดพลาดไป เค้าจึงจัดตั้งทีมทำการทดลองนี้ขึ้นมาใหม่ โดยใช้ชื่อการทดลองว่า "Rat Park" หรือ สวนสนุกหนู ทีมวิจัยทำการสร้างสภาพแวดล้อมขึ้นมา 2 ชุด ชุดหนึ่งเป็นการจำลองการทดลองแบบเก่า ด้วยการสร้างกรงขังขนาด 18x25x18 ซ.ม. แยกหนูแต่ละตัวออกจากกัน โดยที่หนูแต่ละตัวไม่สามารถที่จะสัมผัส หรือแม้แต่มองเห็นกัน



ส่วนอีกชุด เป็นการสร้าง กล่องขนาดใหญ่มีขนาดพื้นที่ 8.8 ตรม. มีการสร้างบรรยากาศให้ดูเป็นธรรมชาติพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งที่ออกกำลังกาย(จักร)รังหนู ที่หลบภัยแสงไฟส่องสว่าง และให้ความอบอุ่น โดยที่หนูทดลองกลุ่มนี้จะใช้ชีวิตอยู่รวมกันเป็นสังคม มีการเล่น การต่อสู้ มีการผสมพันธ์กัน และทีมวิจัยเรียกมันว่า "Rat Park" ทีมวิจัยทำการทดลองกลุ่มนี้ โดยการให้น้ำผสมเมอร์ฟีน น้ำเปล่า น้ำหวาน น้ำหวานผสมมอร์ฟีน สลับกันเป็นตัวเลือกให้กับหนูทั้งสองกลุ่ม มีการปรับเปลี่ยนตัวเลือก เพื่อให้แน่ใจว่าหนูไม่ได้ติดความหวานของน้ำ ผลปรากฎว่าหนูในกรงที่โดดเดี่ยวนั้นเสพติดเมอร์ฟีนเกือบ 100% ไม่ต่างจากงานวิจัยในอดีต แต่หนูใน Rat Park กลับแทบจะไม่ยุ่งกับน้ำผสมเมอร์ฟีนเลยทั้งๆที่วิธีการและปริมาณการให้ก็เหมือนกันทุกอย่าง เมื่อเทียบกันแล้วอัตราการใช้เมอร์ฟีนของหนูในกรงสูงกว่าหนูใน Rat Park ถึง 19 เท่า Rat Park ยังคงเดินหน้าต่อ ทีมวิจัยนำหนูที่อยู่ในกรงขังเดี่ยวมา 57 วัน จนติดมอร์ฟีนงอมแงม จำนวน 10 ตัว เข้ามาอยู่ใน Rat Park เพื่อสังเกตุพฤติกรรมต่อไป หนูในกรงที่เหลือยังคงใช้ยาเสพติดมากขึ้นๆ ในขณะที่หนูที่เข้ามาใหม่ใน Rat Park ลดการใช้มอร์ฟีนลงเพื่อที่จะเข้าสังคมโดยไม่ถูกขัดขวางโดยฤทธิ์ยาเสพติด ทั้งๆที่มีความเจ็บปวดจากการติดมอร์ฟีนทางร่างกาย ทีมวิจัยมั่นใจอย่างชัดเจนว่า หนูใน Rat Park หลีกเลี่ยงที่จะใช้ยาเสพติด เพราะพวกมันมีความสุขดีกับการมีชิวิตในสังคมและสำคัญที่ทำให้หนูในกรงนั้นติดยาเสพติดคือ "ความโดดเดี่ยว"



ดูเหมือนงานวิจัยของศาสตร์จารย์ Bruce Alexander จะมาช้าเกินไป 10 ปี... โลกได้เข้าสู่สงครามยาเสพติดอย่างเต็มรูปแบบ จนทำให้เจ้าหน้าที่เสพติดอำนาจและผลประโยชน์จากสงครามจนถอยตัวไม่ได้ไปเสียแล้ว


นอกจาก Rat Park แล้วยังมีเหตุการณ์ทางสังคมต่างๆที่บ่งชี้ว่าความเชื่อที่เรามีเกี่ยวกับการเสพติดนั้นผิดไปทั้งหมด ในวงการแพทย์มีการใช้มอร์ฟีนหรือไดมอร์ฟีน (Diamorphine) พูดง่ายๆก็คือ เฮโรอีน ในการรักษาผู้ป่วยที่มีความเจ็บปวดเกินไปกว่ายาชนิดอื่นจะเอาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยผ่าตัดจากอุบัติเหตุต่างๆ คนเหล่านั้นบางครั้งก็ได้รับยาเสพติดเป็นเวลานานนับเดือน ก็ไม่ได้ออกมาจากโรงพยาบาลแล้ว กลายเป็นคนขี้ยาแบบที่สังคมเข้าใจ ที่มีกลับไปคือการเสพติดทางร่างกาย แต่เมื่อกลับสู่ครอบครัว สังคม เค้าก็พร้อมที่จะเข้ารับการบำบัด เพื่อเลิกยาเสพติดด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ ในสงครามเวียดนามทหารอเมริกันกว่า 20% ใช้เฮโรอีนกันอย่างหนักในช่วงสงครามอเมริกาจะมีขี้ยาเต็มบ้านเต็มเมือง จึงให้แผนจิตเวชของทหารติดตามหลังสงครามจบ ปรากฎว่า 95% ของทหารที่ใช้เฮโรอีนกลับไปใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวและเลิกเฮโรอีนโดยไม่ต้องบำบัดใดๆเพิ่มเติม


โปรตุเกสคือประเทศที่แก้ปัญหายาเสพติดได้ดีที่สุดในโลก ในช่วงปี ค.ศ. 1900 โปรตุเกสประสบปัญหายาเสพติดอย่างหนัก 1% ของประชากรในประเทศเคยผ่านการใช้ยาเสพติดด้วยเข็ม มีผู้ติดยาจำนวนมาก รวมถึงการติดเชื้อ HIV จากการใช้เข็มร่วมกัน รัฐบาลถึงคราวต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ ในที่สุดโปรตุเกสเลือกที่จะหันหน้าสู้กับสงครามยาเสพติด และนำแนวคิดทางสังคมเหล่านี้ไปใช้เป็นนโยบายสำคัญ ค.ศ. 2000 รัฐบาลโปรตุเกสประกาศให้การใช้ยาเสพติดทุกชนิดเป็นสิ่งที่ไม่ผิดกฎหมาย (ไม่ใช่ถูกกฎหมาย) ตั้งแต่กัญชาไปจนถึงเฮโรอีน สร้างความตกตะลึงให้กับสังคมโลกเป็นอย่างมาก ถึงขนาดคณะกรรมการควบคุมสารเสพติดนานาชาติ (International Narcotics Control Board - INCB) ต้องขอร้องให้โปรตุเกสยับยั้งการประกาศแต่ก็ไม่เป็นผล


โปรตุเกสเดินหน้าแก้ปัญหาด้วยการยกเลิกโทษทางอาญาให้กับผู้เสพยาเสพติดทั้งหมด โดยยึดหลักสิทธิมนุษย์ชน ค่านิยมเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ความเคารพในทางเลือกและสิทธิการรักษา ทำให้แนวคิดที่มีต่อคนใช้ยาเสพติดในสังคมโปรตุเกส เปลี่ยนไปอย่างมาก ประชาชนเชื่อว่าการใช้ยาเสพติดเป็นเรื่องของสิทธิส่วนบุคคลในการหย่อนใจ และผู้เสพติดสมควรได้รับการรักษามากกว่าการลงโทษ


รัฐบาลโปรตุเกสลงทุนสร้างศูนย์บำบัดยาเสพติดที่ให้บริการในการบำบัดผู้ติดยาเสพติดฟรี มีบริการแจกเข็มฉีดยาสำหรับผู้ใช้ยาเสพติดประเภทเข็ม พร้อมกับสอนวิธีการใช้ที่ถูกต้องให้เพื่อเป็นการลดอันตรายจากการใช้ที่ผิดมีการจัดหาพื้นที่สำหรับใช้ยาเสพติดพร้อมอุปกรณ์บริการ


มีการจัดตั้งคณะกรรมการรณรงค์ให้เลิกยาที่จะประกอบด้วยนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา แพทย์สาธารณสุข โดยไม่มีคนในกระบวนการยุติธรรมอย่างตำรวจหรืออัยการเข้ามาเกี่ยวข้องเลยแม้แต่คนเดียว คณะกรรมการนี้มีหน้าที่ดูแลผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าใช้ยาเสพติดโดยการพูดคุยกันดีๆ ก็อาจจะมีการยื่นข้อเสนอให้รักษาและเสนอให้เข้าบำบัด อาจมีการลงโทษโดยการห้ามเดินทาง หรือ บำเพ็ญประโยชน์ แต่จะไม่มีการลงโทษทางอาญา


มีมาตรการทางสังคม เช่น การจ้างบริษัทต่างๆให้รับคนที่ติดยาเสพติดเข้าทำงาน โดยรัฐจะช่วยออกเงินเดือนให้ 50% โปรตุเกสไม่ได้ทุ่มเทเงินมหาศาลในการแก้ปัญหาอย่างที่คิดแต่เค้านำเงินในส่วนที่ต้องใช้ในการปราบปรามดำเนินคดีมาใช้แทน


ผ่านมา 15 ปี โปรตุเกสลดจำนวนผู้ติดยาเสพติดได้ถึง 50% ลดจำนวนผู้ติดเชื้อ HIV จากการใช้เข็มร่วมกันได้ 90% และลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากการใช้ยาเสพติดเกินขนาดได้ 90% สวนทางกับประเทศที่สถิติเหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกปี


ถ้าส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการเสพติดคือ "ความโดดเดี่ยวจากสังคม" การที่เราปฎิบัติกับคนที่ใช้ยาเสพติดในแบบทุกวันนี้คือสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือ?


สังคมเราทุกวันนี้พร้อมที่จะผลักเค้าออกจากสังคมตลอดเวลา ถ้ามีใครถูกจับได้ว่าใช้ยาเสพติด คนคนนั้นจะถูกไล่ออกจากงาน จากโรงเรียน จากบ้าน จากครอบครัว จากเพื่อน และคนรอบข้าง ถูกจับไปขังอยู่ในเรือนจำมีชะตากรรมไม่ต่างจากหนูทดลองในกรงที่โดดเดี่ยว ได้รับการปล่อยตัวออกมาก็ถูกตราหน้าว่าเป็นขี้คุก ขี้ยา ถ้าเราจะแก้ปัญหาความสุขสังเคราะห์อย่างยาเสพติดให้ยั่งยืน เราต้องแก้ด้วยการมอบความสุขที่แท้จริงให้กับบางบุคคลที่ขาด หรือไม่เคยได้รับมัน


ความสุขที่แท้จริง คืออะไร?

จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัย Harvard ใช้เวลาศึกษาชีวิตผู้คนมากมายหลายฐานะ การศึกษา สังคม อายุ เพศ จากรุ่นสู่รุ่นมายาวนาน 75 ปี เพื่อหาว่าอะไรคือความสุขที่แท้จริงของมนุษย์ คำตอบที่ได้ ไม่ใช่ความร่ำรวย การประสบความสำเร็จ การทำความฝันให้เป็นจริง หรือการมีชื่อเสียงใดๆ


แต่ความสุขที่ Harvard ค้นพบจากผู้คนเหล่านั้นคือ "ความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง"



(บทความโดย : รัฐพล แสนรักษ์)

 

อ้างอิงรูปภาพจาก :

ดู 6 ครั้ง0 ความคิดเห็น

Commentaires


bottom of page