top of page
ค้นหา

แนวทางการศึกษาวิจัยสมุนไพร กัญชา เพื่อการนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพ

บทความจาก : น.พ.ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ / ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์

(กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก)

 

บทนำ

กัญชาเป็นพืชสมุนไพรที่มีการนำมาใช้ประโยชน์ทั้งทางการแพทย์ การอุปโภค บริโภคอย่างกว้างขวางทั่วโลกมาแต่โบราณ เพิ่งจะมีการออกกฎหมายกำหนดให้กัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษ ทำให้กัญชาถูกเพิกถอนออกจากตำรับยาไทย และเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ในปัจจุบันมีความเคลื่อนไหวในประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่จะนำกัญชากลับมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และการบริโภคได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย การศึกษาวิจัยเพื่อกำหนดแนวทางการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรกัญชาในทางการแพทย์ และการอุปโภค บริโภคได้อย่างปลอดภัยและอาจใช้เพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจโดยมีมารตการควบคุมลดผลกระทบทางสังคมและความมั่นคง จึงมีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้การกำหนดมาตรการและการดำเนินการมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนอย่างเพียงพอ ในบทความนี้จะได้นำเสนอประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องดังนี้

สถานการณ์การใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพในอดีต
สถานการณ์การใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพในปัจจุบัน
แนวทางการศึกษาวิจัยสมุนไพรกัญชาเพื่อการนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และ
การดูแลสุขภาพของคนไทย

สถานการณ์การใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพในอดีต


กัญชาได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และสุขภาพของมวลมนุษยชาติ มาอย่างยาวนานกว่า 5,000ปี ทั้งนี้มีการบันทึกไว้ในเอกสารทางประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ 2,900ปี ก่อนคริสตกาล โดยในช่วงรัชสมัยของ จักรพรรดิ ฟู ฮซี (Emperor Fu Hsi) ของจีน มีการบันทึกว่ามีการใช้สมุนไพรกัญชาเป็นเครื่องยาอย่างแพร่หลาย โดยมีสรรพคุณทั้งในด้านหยินและหยาง (ฤทธิ์ เย็น - ร้อน สรรพคุณซ่อมแซมและเสริมสร้างบำรุง) ต่อมาในช่วง 1,500ปี ก่อนคริสตกาล ได้มีการบรรจุให้สมุนไพรกัญชาเป็น รายการยาตามตำรับยาจีนโบราณ (Chinese Pharmacopeia)) โดยระบุสรรพคุณการรักษาโรคได้อย่างหลากหลาย ในช่วงปี 1,213 ก่อนคริสตกาล ชาวอียิปต์มีการใช้กัญชาเพื่อการรักษาโรคต้อหิน การอักเสบและใช้เป็นยาระบาย นอกจากนี้มีรายงานว่าชาวอินเดียใช้กัญชากับนม ดื่มเพื่อใช้เป็นยาสลบและระงับความเจ็บปวด




สำหรับประเทศไทย มีการใช้กัญชาในตำรับยาไทยมาอย่างยาวนาน จากการรวบรวมของ

ยงศักดิ์ ตันติปิฎก ตามหนังสือคัมภีร์แพทย์แผนไทยโบราณของขุนโสภิตบรรณลักษณ์ (อำพัน กิตติขจร) เล่ม 1 เล่ม 2 และเล่ม 3 มีตำรับยาไทยที่เข้ากัญชา จำนวน 36 ตำรับ ดังรายการต่อไปนี้


ยากลุ่มระบบทาเดินอาหาร

ยาแก้ลงท้อง

ยาทิพย์ศุภสุวรรณ

ยาแก้เลือดตกทวารหนัก

ยาชื่อไฟอาวุธ

ยาแก้ออกฝีลงเลือด

ยาอัคคีวุธ

ยาแก้บิด

ยาเหลืองใหญ่

ยาประสะทับทิม

ยาเหลืองวิเศษ


ยาแก้ลม อาการสวิงสวาย

ยาสุขไสยาต

ยาแก้ลมเท้ามือตาย

ยาวาตาวาตะ

ยาสำราญนิทรา

ยาแก้ลมขึ้นเบื้องสูง

ยาอภัยสาลี

ยาอำมะฤกควาที

ยาแก้ลมทำให้เส้นพิการ

ยาธรณีไหว

ยาชื่อทัพยาธิคุณ


ยาช่วยนอนหลับ

ยาแก้ไข้นอนไม่หลับ

ยาแก้ซาง

ยาสุขไสยาศสน์

ยาสว่างอารมณ์

ยาสุขไสยาต

ยาปัตคาตใหญ่

ยาประสะดอกพิกุล

ยาประทุมไสยาสน์


ยาบำรุงร่างกาย อื่นๆ

ยาเข้าเหล็กใหญ่

ยาเจริญธาตุ

ยาบำรุงกำลังแก้ไข้ผอมเหลือง

ยาแก้กระษัย (กไษย) เหล็ก

ยาทำลายพระสุเมรุ

ยาพรหมพักต์ประจุกระษัย

ยาแก้ลงเลือดจาง

ยาชื่ออัมฤตย์โอสถ


นอกจากนี้ยังมีตำรับยาไทยที่เข้ากัญชาในคัมภีร์เล่มอื่นๆ อีกมาก รวมทั้งการใช้ในลักษณะพื้นบ้าน หรือการใช้เป็นเครื่องประกอบอาหารอย่างแพร่หลายในวิถีชีวิตประจำวัน จึงอาจกล่าวได้ว่ามีการใช้สมุนไพรกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพได้อย่างปลอดภัยมาอย่างยาวนาน และควรนำมาศึกษาวิจัยเพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ได้อย่างเหมาะสมกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน


สถารการณ์การใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และการดูแลสุภาพในปัจจุบัน


ในระดับสากล มีการเคลื่อนไหลทั่วโลก ผลักดันให้มีการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และสุขภาพ โดยเป็นการขับเคลื่อนหลักจากกลุ่มผู้บริโภคและประชาสังคม เป็นฝ่ายกดดันให้ภาครัฐต้องมีการปรับเปลี่ยนและผ่อนคลายกฎเกณฑ์มาตราการควบคุม ดังจะเห็นได้จากการที่ 25 มลรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกาจากจำนวน 52 มลรัฐ ที่ออกกฎหมายให้นำกัญชาเพื่อการผ่อนคลายได้ นอกจากนี้ในหลายประเทศของสหภาพยุโรปเช่น เนเธอร์แลนด์ กลุ่มประเทศแสกนดิเนเวีย ได้ออกกฎหมายถอนกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษ


บริษัทอุตสาหกรรมยาที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงในประเทศพัฒนาแล้ว ได้มีการนำกัญชาไปศึกษาวิจัยทางเภสัชศาสตร์เพื่อพัฒนายาใหม่จากกัญชาและประสบผลสำเร็จในการบำบัดรักษากลุ่มอาการโรคเรื้อรังหลายประเภท เช่น อาการเจ็บปวด คลื่นไส้อาเจียนจากการรักษามะเร็ง ฯลฯ


บริษัท GW Pharmaceuticals ได้พัฒนายา Sativex ในรูปแบบยาสเปรย์พ่นเพื่อนำสรรพคุณมาบรรเทาอาหารปวดจากโรค Multiple Sclerosis หรืออาการปวดจากโรคมะเร็งระยะลุกลาม บริษัท Unimed Pharmaceuticals ได้พัฒนายาสังเคราะห์ที่มีโครงสร้างคล้ายสารสกัดจากกัญชา (Synthetic Delta-9 THC) มีสรรพคุณบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน สำหรับผลข้างเคียงในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา กระตุ้นความเจริญอาหารสำหรับผู้ติดเชื้อ เอสไอวี/เอดส์ บรรเทาอาการปวดจาก Multiple Sclerosis ทั้งนี้สารสกัดจากกัญชาหรือสารสังเคราะห์กัญชาจะมีกลุ่มสารสำคัญออกฤทธิ์ที่นำมาใช้ในการบำบัดรักษาอาการต่างๆ ประกอบด้วย 2 กลุ่ม ตามลักษณะเฉพาะของโมเลกุลที่จับตัวรับของเซลล์ได้แก่ THC และ CBD ซึ่งสารสำคัญทั้ง 2 กลุ่มมีการออกฤทธิ์ให้สรรพคุณที่แตกต่างและมีผลข้างเคียงที่แตกต่างกันด้วย โดย THC จะมีผลออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทมากกว่า CBD การอนุญาตให้มีการใช้กัญชาในทางการแพทย์ในบางมลรัฐของสหรัฐอเมริกา ได้ทำให้เกิดผลการพัฒนาทางเศรษฐกิจ มีการพัฒนาธุรกิจ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องเกิดขึ้นอย่างมาก ทำให้รัฐได้รับเงินรายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียม ภาษีอากรเพิ่มขึ้น ดังจะได้เห็นจากการนำกัญชามาใช้ทั้งในลักษณะการสูดดมควันจากกัญชาด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัยและลักษณะพื้นบ้านด้วยการสกัดเป็นน้ำมันกัญชา นำมาผสมในอาหาร เครื่องดื่ม ขนม ฯลฯ ในประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างกว้างขวาง


แนวทางการศึกษาวิจัยสมุนไพรกัญชาเพื่อการนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพ


กัญชาถือได้ว่าเป็นพืชสมุนไพรที่มีศักยภาพในการนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพ แม้ว่าจะมีหลักฐานทางวิชาที่ชี้ให้เห็นถึงสรรพคุณ ประโยชน์ และความปลอดภัยในการใช้กัญชา แต่เนื่องจากบริบทของสภาพสังคม และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต อีกทั้งมายาคติที่สังคมได้ตราให้กัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษที่ร้ายแรง ได้ฝังแน่นอยู่ในความรับรู้ของคนในสังคมมายาวนาน จึงควรได้มีการศึกษาวิจัย ประเมินปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบและรอบด้าน โดยมีประเด็นงานวิจัยที่ควรดำเนินการต่อไปดังนี้


การศึกษาวิจัยตำรับยาไทยที่เคยใช้สมุนไพรกัญชาเป็นส่วนประกอบสำคัญ และการใช้ในการแพทย์พื้นบ้านไทย การศึกษาวิจัยทางเภสัชศาสตร์เพื่อพัฒนายาใหม่จากกัญชา การศึกษาวิจัยเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงระบบ โครงสร้างกลไกมาตราการในการนำสมุนไพรกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและปลอดภัย


เพื่อให้มารตราการที่จะนำกัญชามาใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีหลักฐานข้อมูลรองรับอย่างเป็นระบบ และสามารถป้องกันและจัดการผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

ดู 7 ครั้ง0 ความคิดเห็น

Comments


bottom of page