top of page
ค้นหา

คุณสมบัติของ Tetrahydrocannabinol (THC) ต่อร่างกาย


  1. ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ : เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า THC ช่วยในด้านของการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ความสามารถของโมเลกุลที่มีอยู่ใน THC จะช่วยลดอาการเป็นตะคริว และความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ และช่วยส่งเสริมการทำงานของเทอร์พีนที่มีอยู่มากในกัญชา

  2. ช่วยในเรื่องการนอนหลับ : เรียกว่าเป็นยานอนหลับชั้นดีเลยทีเดียว มีการค้นพบว่าสาร THC ในกัญชาสามารถช่วยให้เกิดอาการง่วงนอนเร็วขึ้นเมื่อเทียบกับการนอนปกติที่ต้องใช้เวลานานกว่า และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการนอนหลับในระดับลึก ซึ่งสาร THC จะไปช่วยลดการนอนหลับในระดับ REM (ระดับที่สมองยังตื่นอยู่ หรือยังฝันอยู่) นั่นหมายถึงว่าทำให้หลับลึก โดยที่ไม่เกิดอาการฝันร้าย ซึ่งเป็นผลดีกับผู้ที่มีความทุกข์ทรมานจาก PTSD หรือภาวะทางจิต

  3. ส่งเสริมการทำงานของสมอง : THC จะเข้าไปประกบเข้ากับตัวสาร CB1 ที่มีอยู่ในสมอง และช่วยส่งเสริมกระบวนการทำงานของสมองในระยะยาว อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความสามารถของสมองในการเรียนรู้ได้ดีขึ้น สาร THC ยังมีความเหมือนกับ CBD ตรงที่ช่วยให้สมองส่วน Hippocampus ซึ่งเป็นส่วนของความจำทำงานดีขึ้น

  4. มีคุณสมบัติเป็นยาปฏิชีวินะ : หนึ่งในเหตุผลที่กัญชาผลิตสาร THC ออกมา ก็เพื่อปกป้องตัวเองจากเชื้อโรคจึงมีการอนุมานได้ว่าสาร THC ก็สามารถปกป้องและทำลายเชื้อโรคในมนุษย์ได้เช่นกัน ในปี 2008 นักวิจัยได้ค้นพบว่าสาร THC ที่มีอยู่ในกัญชา สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย MRSA หรือเชื้อที่ดื้อยาได้สำเร็จ ในขณะที่ยาปฏิชีวินะชนิดอื่นๆล้มเหลว

  5. กระตุ้นความอยากอาหาร : นักวิจัยได้ค้นพบว่าสาร THC ที่มีอยู่ในกัญชา มีปฏิกิริยากับตัวรับชนิดเดียวกันกับสมองในส่วนไฮโปทาลามัส (Hypotalamus) ที่ทำหน้าที่หลั่งฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นความหิว

  6. ช่วยรักษาอาการทางจิต : จิตแพทย์หลายคนกล่าวว่า กัญชาที่อุดมไปด้วยสาร THC คือยารักษาโรคที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยทางจิต จากการศึกษาได้ยืนยันว่า THC สามารถลดอาการที่มีความเกี่ยวข้องกับปัญหาทางจิตได้ รวมไปถึงอาการกระสับกระส่าย ย้ำคิดย้ำทำ ซึมเศร้า นอนไม่หลับ

  7. เป็นยาแก้ปวดจากธรรมชาติ : จากการศึกษาค้นพบว่า สารประกอบ THC ในกัญชา สามารถกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางให้ปิดกั้นสัญญาณของความเจ็บปวดที่ถูกส่งไปยังสมอง จึงเป็นยาแก้ปวดที่เกิดจากธรรมชาติอย่างแท้จริง และไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นพิษต่อร่างกาย

  8. บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน : ในกัญชา มีฤทธิ์ต่อต้านอาการคลื่นไส้ และระงับอาการอาเจียนได้อย่างมีศักยภาพ จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า THC จะทำหน้าที่เป็นตัวบล็อกอาการคลื่นไส้อาเจียนจากระบบประสาทส่วนกลางและช่วยในการทำงานของระบบทางเดินอาหาร จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลว่า ทำไมกัญชาจึงมีประสิทธิภาพในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี ในระหว่างของการรักษาโดยใช้เคมีบำบัด

จากการศึกษาและวิจัยโดย ดร. ภญ. ผกาทิพย์ รื่นระเริงศักดิ์ จากภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการใช้กัญชาในการักษาอาการและโรคต่างๆ


  1. ลดอาการคลื่นไส้ อาเจียนจากการได้รับเคมีบำบัด (Antiemetic effect) [5] : สาร Nabilone และ Dronabinol เป็นสารสังเคราะห์ที่เป็นอนุพันธ์ของสาร THC ซึ่งมีผลการวิจัยทางคลินิกยืนยันว่า Nabilone มีประสิทธิภาพในการลดอาการคลื่นไส้ อาเจียนในผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดได้ดีกว่ายา Prochlorperazine, Domperidone และ Alizapride ที่ใช้อยู่ในขณะนั้น และได้รับการอนุมัติให้ใช้ในประเทศแคนาดาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982 (พ.ศ. 2525) เป็นต้นมา ขณะที่ผลการวิจัยทางคลินิกของ Dronabinol นั้นพบว่ามีประสิทธิภาพในการลดอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ดีกว่ายา Chlorpromazine และมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับยา Metoclopramide และ Thiethylperazine ดังนั้นทั้ง Nabilone (Cesamet™ Valeant Pharmaceuticals North America) และ Dronabinol (Marinol®; Solvay Pharmaceuticals, Inc) จึงได้รับการอนุมัติให้ขายในประเทศอเมริกา (ค.ศ. 1985, พ.ศ. 2528) และ แคนาดา (ค.ศ. 1995, พ.ศ. 2538) ตามลำดับ

  2. เพิ่มความอยากอาหารในผู้ป่วยมะเร็งและเอดส์ (Appetite stimulation) [5] : ผลการวิจัยพบว่าสาร THC สามารถช่วยเพิ่มความอยากอาหารให้ผู้ป่วยมะเร็งและเอดส์ เมื่อมีการทดลองใช้ทางคลินิกเป็นเวลา 4 - 6 สัปดาห์ และได้รับการอนุมัติให้ใช้สาร Dronabinol ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของสาร THC เพื่อเพิ่มความอยากอาหารได้ในประเทศแคนาดา (Marinol®; Solvay Pharmaceuticals, Inc)

  3. ลดอาการปวด (Analgesic effect) [5,6] : สารในกลุ่มแคนนาบินอยด์ส่วนใหญ่โดยเฉพาะ THC สามารถใช้ลดอาการปวดแบบฉับพลัน และแบบเรื้อรัง (Acute และ Chronic pain) โดยเฉพาะการใช้เพื่อระงับการปวดแบบเรื้อรังนั้น นับเป็นสาเหตุหลักของการใช้สารสกัดกัญชาในการลดอาการปวด ได้มีการทดลองทางคลินิกและพบว่าสาร THC ในขนาด 2.5 หรือ 2.7 มิลลิกรัม สามารถช่วยลดอาการปวดเรื้อรัง (central neuropathic pain) และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถนอนหลับได้เพิ่มขึ้น มีการตั้งตำรับยาสเปรย์ (Oromucosal spray, Nabiximols) โดยใช้ส่วนผสมของ THC และ CBD ซึ่งสามารถช่วยลดอาการปวดข้อ (Rheumatoid arthritis) แต่สำหรับอาการปวดเรื้อรังในผู้ป่วยมะเร็งนั้นยังไม่มีข้อสรุปทางคลินิกที่ชัดเจน

  4. ลดอาการปลอกประสาทเสื่อม (Multiple sclerosis, MS) [5,6] : MS เป็นความผิดปกติทางระบบประสาทซึ่งมักเกิดร่วมกับการหดเกร็งของกล้ามเนื้อซึ่งจะทำให้เกิดอาการปวดรุนแรงและมีอาการปวดแบบเรื้อรัง และพบว่าทั้งผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับ THC เพียงชนิดเดียว และผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับยาที่มีส่วนผสมของ THC และ CBD ในอัตราส่วน 1 ต่อ 0.5 สามารถช่วยลดอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อและช่วยบรรเทาอาการปวดดังกล่าวและช่วยให้ผู้ป่วยสามารถนอนหลับได้ ในการทดสอบทางคลินิกโดยไม่พบอาการข้างเคียงที่ร้ายแรง แต่อย่างไร ตำรับยาทั้งสองชนิดนี้ (อัตราส่วนของ THC:CBD เท่ากับ 1:0.9) ได้รับอนุญาตให้สามารถสั่งจ่ายได้ในประเทศ แคนาดา (Sativex®; GW Pharmarceutical; ค.ศ. 2005 (พ.ศ. 2548)) อังกฤษ และ อเมริกา

  5. ช่วยควบคุมอาการลมชัก (Epilepsy) [5] : ผู้ป่วยโรคลมชักคิดเป็น 1 % ของประชากรโลก และพบว่าผู้ป่วย 20-30% ยังไม่สามารถควบคุมอาการชักได้โดยใช้ยาที่มีอยู่ในปัจจุบันจึงจำเป็นต้องมีการวิจัยเพื่อหาตัวยาชนิดใหม่ มีการทดลองในสัตว์ทดลองโดยใช้ CBD และพบว่า CBD สามารถต้านอาการชักได้ดี (เป็น Anticonvulsant ที่ดี) และไม่มีความเป็นพิษต่อระบบประสาท ต่อมามีการทดลองทางคลินิกในผู้ป่วยที่ประสบปัญหาไม่สามารถควบคุมอาการชักได้ เมื่อให้ยากันชักร่วมกับการให้ CBD 200-300 มิลลิกรัม. ต่อวันเป็นเวลา 8-18 สัปดาห์ พบว่า 37% ของผู้ป่วย ไม่เกิดอาการชักตลอดการศึกษา และอีก 37% มีอาการดีขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นในผู้ที่ได้รับ CBD คือทำให้เกิดอาการง่วงนอน การศึกษาวิจัยเพิ่มเติมด้วยการใช้ CBD ชนิดเดียวทำให้เราสามารถเข้าใจกลไกการออกฤทธิ์ของ CBD ได้ดีมากขึ้น และในการศึกษาทางคลินิกของ Epidolex® (GW Pharmaceuticals) ซึ่งมี CBD เป็นสารสำคัญ พบว่าสามารถใช้รักษาอาการชักแบบควบคุมไม่ได้ด้วยยา (intractable epilepsy) เช่น Dravet and Lennox-Gastaut syndromesได้ และได้รับการอนุมัติโดย U.S. FDA ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561ให้สามารถใช้ในการรักษาอาการชักทั้ง 2 ชนิดดังกล่าว

  6. ลดความดันในตาของผู้ป่วยต้อหิน (Glaucoma) [5] : ต้อหินเป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมของขั้วประสาทตา ส่งผลให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นได้ เนื่องจากมีความดันในลูกตาสูง มีการศึกษาความสามารถของสาร THC, 0.01-0.1% eye drop solution เพื่อช่วยลดความดันในลูกตาและพบว่าขนาด 0.05-0.1% THC สามารถช่วยลดความดันในลูกตาของผู้ป่วยต้อหินได้ แต่เป็นการออกฤทธิ์ในระยะสั้น 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามพบว่ายานี้ก่อให้เกิดผลอันไม่พึงประสงค์ในระหว่างใช้ ดังนั้นการพัฒนาตำรับ (Formulation) และรูปแบบการให้ (Dosage form design) อาจสามารถช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว

  7. ป้องกันและรักษาอาการสมองฝ่อ (Neurodegeneration and neuroprotection) [4,5] : การทดลองเพื่อศึกษาในผู้ป่วย Parkinson ในประเทศอังกฤษ โดยใช้ สารสกัดจากต้นกัญชา และ Nabilone พบว่า สารทั้ง 2 ชนิดไม่มีผลต่อการรักษาโรค Parkinson แต่อย่างไรก็ตามหลังจากมีการค้นพบ Cannabinoid receptors (CB1, CB2) ในปีค.ศ. 1988 (พ.ศ. 2531) และจากผลการวิจัยต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน พบความเป็นไปได้ในการใช้สารกลุ่ม acid cannabinoids และ endocannabinoids ในการรักษาความผิดปกติทางสมอง เช่น Huntington disease, Parkinson disease, Alzheimer disease และ Cerebral ischemia / stroke ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงปริมาณของ CB1 และ CB2 ในเซลล์สมอง แต่ปัจจุบันยังไม่มีการสรุปที่ชัดเจน แต่มีสารหลายชนิดทั้งในกลุ่ม CB1/CB2 agonist/antagonist และ endocannabinoids ที่กำลังอยู่ในระหว่างการทดสอบทางคลินิก

  8. คลายความวิตกกังวล (Antianxiety effect) [5] : จากประวัติการใช้กัญชาเพื่อช่วยให้ผ่อนคลายในอดีตทำให้มีความเป็นไปได้ที่สารกลุ่มแคนนาบินอลน่าจะมีฤทธิ์คลายความวิตกกังวล แต่อย่างไรก็ตามพบว่ากลไกการออกฤทธิ์นั้นซับซ้อนและยังไม่มีการอธิบายที่ชัดเจน จากรายงานทางคลินิกพบว่าการใช้สาร Fatty acid amide hydrolase inhibitors (FAAH inhibitors) ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Endocannabinoids มีความสามารถในการลดอาการวิตกกังวลได้ ปัจจุบันสารหลายชนิดในกลุ่มนี้อยู่ในระหว่างการทดสอบทางคลินิก

  9. การรักษามะเร็ง (Anticancer effect) : ในปีค.ศ. 1975 (พ.ศ. 2518) Munson et al. เป็นนักวิจัยกลุ่มแรกที่รายงานว่าสาร THC สามารถยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งปอดและยับยั้งการเติบโตของเนื้องอกมะเร็งในหนูทดลองได้ หลังจากนั้นได้มีการวิจัยเพิ่มขึ้นในเรื่องดังกล่าวและพบว่าสารหลายชนิดในกลุ่ม Cannabinoids (THC, CBD) และ Endocannabinoids (methanandamide, JWH-133; HU-210; WIN55, 212-2) [4,7,8] สามารถต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งชนิดต่างๆ ได้โดยการยับยั้ง Angiogenesis และลด Metastasis ในมะเร็งหลายชนิดโดยการกระตุ้นให้เกิด Program cell death และยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง กลไกอื่นๆ ที่อาจเป็นไปได้คือ การกระตุ้นให้เกิด Cell-cycle arrest และantiangiogenic effect [7,8] ปัจจุบันสารในกลุ่มนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาทางคลินิก นอกจากนี้ยังพบว่าการให้สาร Cannabinoids ร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัด Temozolomide สามารถช่วยลดการเติบโตของเนื้องอกสมอง (Glioma xenograft) ได้อย่างดี และมีการรายงานในลักษณะคล้ายกันจากงานวิจัยพบว่าการให้ HU-210 สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการต้านมะเร็งของยา Paclitaxel และ ยา 5-Fluorouracil ได้ดีอีกด้วย [8]

ข้อห้ามใช้และอาการข้างเคียง


มีคำแนะนำว่าไม่ควรใช้สารกลุ่มนี้ในผู้ที่ตั้งครรภ์ ผู้อยู่ระหว่างให้นมบุตร และผู้ป่วยจิตเวช ส่วนการใช้กับผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจและโรคความดันควรอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ควรให้สารกลุ่มนี้ร่วมกับ ยากลุ่ม CNS depressants อาการข้างเคียงของการใช้สารกลุ่ม THC ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในการใช้ และขนาดยาที่ใช้ โดยควรเริ่มจากขนาดต่ำก่อนและถ้าจำเป็นต้องเพิ่มขนาดควรทำช้าๆ ผู้ที่ได้รับสารกลุ่มนี้มักสามารถพัฒนาให้ร่างกายยอมรับผล psychoactive effect ของยา (tolerance) ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงควรรักษาขนาดของยาให้คงที่โดยพิจารณาตามผลการรักษาที่ได้รับเป็นหลัก โดยอาการข้างเคียงที่พบบ่อยคือ ง่วงซึม มึนงง ปวดศีรษะ การมองเห็นไม่ชัดเจน ปากแห้ง วิตกกังวล มีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ คลื่นไส้ มีความผิดปกติของการรับรู้ อาการที่ไม่ค่อยพบเช่น เดินเซ ซึมเศร้า ท้องเสีย ความดันต่ำ หวาดระแวง และ ปวดท้อง อาเจียน (cannabis hyperemesis syndrome)


จากการศึกษาจากอดีตจนถึงปัจจุบันจะพบว่ามีสารสำคัญหลายชนิดในกลุ่ม Cannabinoids และ Endocannabinoids ถูกนำมาศึกษาเพื่อประโยชน์ในการรักษาอาการผิดปกติ และโรคหลายชนิด การค้นพบที่สำคัญคือการค้นพบ Endocannabinoid systems ซึ่งอาจช่วยเพิ่มความก้าวหน้าในการใช้สารกลุ่มนี้เพื่อป้องกันและรักษาความปกติต่างๆ ทางสมองได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเข้าใจกลไกการออกฤทธิ์ของสารในกลุ่มนี้ได้มากขึ้นอีกด้วย


แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากสารกลุ่มนี้ยังจัดเป็นวัตถุเสพติดในประเทศไทย แม้เพิ่งอนุญาตให้สามารถนำมาทำการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ได้ [2] การทำการวิจัยจึงไม่แพร่หลายมากนัก กลไกการออกฤทธิ์ของสารกลุ่มนี้ในการรักษาโรคบางชนิดที่กล่าวมาแล้วนั้นถึงแม้จะมีความชัดเจนมากขึ้นแต่ยังไม่มีความครอบคลุมสำหรับทุกๆ โรค และยังคงต้องรอผลการวิจัยเพิ่มเติมทางคลินิกให้มากกว่านี้ นอกจากนี้ข้อมูลจากการสำรวจความพร้อมของแพทย์ในการตอบปัญหาเกียวกับการใช้สารสกัดกัญชาในการรักษาความผิคปกติต่างๆในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่ามีแพทย์ (residents และ fellows) จำนวน 89% ที่บอกว่าตนไม่พร้อมที่จะให้คำปรึกษา [6] และเมื่อสำรวจโรงเรียนแพทย์ทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา พบว่ามีเพียง 9% ของโรงเรียนผลิตแพทย์ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่ได้บรรจุเรื่องการใช้สารสกัดกัญชาในการรักษาทางคลินิกไว้ในหลักสูตรเพื่อสอนนักศึกษาแพทย์ [6] ซึ่งน่าจะเป็นสถานการณ์เดียวกันกับที่พบในประเทศไทยในขณะนี้ แต่สำหรับทางด้านงานศึกษาวิจัยนั้นจะพบว่ามีจำนวนงานวิจัยเพิ่มขึ้นที่ทำการวิจัยโดยใช้สารกลุ่ม Cannabinoids และ Endocannabinoids ในการรักษาโรคชนิดอื่นๆ ที่ไม่ได้รวบรวมมาข้างต้น เช่น เบาหวาน (Diabetic) ความดันสูง (Hypertension) จิตเภท (Schizophrenia) และ โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive compulsive disorder) ซึ่งผลการวิจัยทางคลินิกของโรคต่างๆ เหล่านี้ยังไม่ชัดเจน แต่จะช่วยให้เราเข้าใจกลไกการทำงานของสารในกลุ่ม Cannabinoids และ Endocannabinoids ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงอาจใช้ประโยชน์ทางการรักษาใด้จริงในอนาคต

 
อ้างอิงเนื้อหาจาก : หนังสือ "กัญชารักษามะเร็ง" เรียบเรียงโดย : สมยศ ศุภกิจไพบูลย์ (หน้าที่ 68-70)
เนื้อหาอื่นๆ และรูปภาพจาก :
[1] กฎกระทรวง การขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จําหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ เฉพาะเฮมพ์ พ.ศ. ๒๕๕๙ (พ.ศ. 2560). ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 1ก วันที่ 6 มกราคม 2560. Available from: http://www.oic.go.th/FILEWEB/CABINFOCENTER2/DRAWER051/ GENERAL/DATA0000 /00000717.PDF [Accessed 2018 Dec 15]
[2] พระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 19 ก วันที่ 18กุมภาพัธ์ 2562. Available from: http://wwwwww.ratchakitcha.soc.go.th /DATA/PDF/2562/A/019/T_0001.PDF [Accessed 2019 Feb 20]
[3] Mechouulam, R., Hanuš, L.O., Pertwee, R., Howlett, A.C. Early phytocannabinoid chemistry to endocannabinoids and beyond. Nat. Rev. Neurol. 15 (2014): 757-764.
[4] Velasco, G., Sánchez, C., Guzmán, M. Towards the use of cannabinoids as antitumour agents. Nat. Rev. Cancer 12 (2012): 436-444.
[5] Alexander, S. P. H. Therapeutic potential of cannabis-related drugs. Prog. Neuro. Bio. Psych. 64 (2016): 157-166.
[6] MacCallum, C. A. and Russo, E. B. Practical considerations in medical cannabis administration and dosing. Eur. J. Intern. Med. 49 (2018): 12-19.

[7] Schleider, L. B., Mechoulam, R., Lederman, V., Hilou, M., Lencovsky, O., Betzalel, O., Shbiro, L., Novack, V. Prospective analysis of safety and efficacy of medical cannabis in large unselected population of patients with cancer. Eur. J. Intern. Med. 49 (2018): 37-43.

[8] Śledzińςki, P., Zeyland, J., Słomski, R., Nowak, A. The current state and future perspectives of cannabinoids in cancer biology. Cancer Med. 7 (2018): 765-775.


ดู 9 ครั้ง0 ความคิดเห็น
bottom of page